เทศกาล กับการใช้เงินของคนไทย เปลี่ยนตามยุคดิจิทัล

เทศกาล กับการใช้เงินของคนไทย

เทศกาล กับการใช้เงินของคนไทย เปลี่ยนตามยุคดิจิทัล คือ คนใช้เงินเร็วขึ้น ตัดสินใจไวขึ้น และจ่ายแบบไม่รู้ตัวมากขึ้น โดยแรงขับมาจากช่วงเวลา + อารมณ์ + เทคโนโลยีที่ซ้อนกัน ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายในวันหยุดต่างจากวันปกติชัดเจนแบบวัดได้จริง

  • คนไทยผูกพันเทศกาลมานาน และยิ่งใช้เงินมากขึ้น
  • ความสะดวกของระบบดิจิทัล ลดการลังเลก่อนจ่าย
  • การแจ้งเตือนเรียลไทม์ ทำให้พลาดโอกาสน้อยลง

คนไทยผูกพันเทศกาลมานาน และยิ่งใช้เงินมากขึ้น

เทศกาลอยู่กับคนไทยมานาน ทั้งปีมีมากกว่า 10–15 ช่วงหลัก ที่กระตุ้นการใช้จ่าย เช่น สงกรานต์ ปีใหม่ และวันหยุดยาว โดยข้อมูลหลายปีพบว่า การใช้จ่ายช่วงเทศกาล เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15–30% เทียบช่วงปกติ เพราะคนตั้งใจใช้เงินมากกว่าปกติ

เมื่อรวมกับพฤติกรรมดิจิทัล การตัดสินใจยิ่งเร็วขึ้น เช่น การเลื่อนดูมือถือช่วงพักผ่อนวันหยุด 2–4 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้เห็นข้อเสนอซ้ำ และกดจ่ายทันทีได้ง่ายขึ้น แม้จะเป็นสิ่งที่ไม่ได้วางแผนไว้ เช่น การลองเล่น Songkran Splash Slot ที่โผล่ในฟีดโดยบังเอิญ

การจ่ายแบบไร้เงินสด ทำให้การตัดสินใจเร็วขึ้นแบบไม่รู้ตัว

การชำระเงินแบบดิจิทัล ทำให้คิดน้อยลงก่อนจ่ายอย่างเห็นได้ชัดเจน ในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา การใช้ PromptPay เติบโตเกือบ 50% และมีค่าเฉลี่ยการใช้งานใกล้ 1 ครั้ง/คน/วัน ซึ่งสะท้อนว่าการจ่ายเงิน กลายเป็นเรื่องปกติที่เร็วขึ้นมากกว่าการตัดสินใจ

นอกจากนี้ การใช้บัตรเครดิต เดบิต และระบบผ่อนชำระก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประเทศไทยยังติดอันดับต้นของโลกด้าน Mobile Banking และถูกคาดว่า อาจเข้าสู่สังคมไร้เงินสดถึง 90% ภายในช่วงปี 2030 ทำให้การใช้เงินในเทศกาลยิ่งไหลลื่น แบบแทบไม่ต้องหยุดคิด

ที่มา: สังคมไร้เงินสด คนไทยใช้พร้อมเพย์พุ่ง 50% ใช้บัตร-ผ่อนชำระก็มาแรง (30 กันยายน 2025) [1]

วิวัฒนาการปากต่อปากสู่คอนเทนต์เปลี่ยนการตัดสินใจ

  • ช่วงปี 2010–2015: การตัดสินใจยังพึ่งปากต่อปากเป็นหลัก

มากกว่า 60% ของคนไทยเชื่อคำแนะนำจากคนรู้จัก การใช้เงินในเทศกาล จึงมาจากความเชื่อใจและประสบการณ์ตรง ซึ่งมักเกิดหลังจากคิดแล้วคิดอีก ไม่ได้ตัดสินใจทันทีแบบยุคปัจจุบัน

  • ช่วงปี 2016–2020: Influencer เริ่มมีบทบาท

Influencer กลายเป็นตัวแปรสำคัญของการตัดสินใจ ผู้ใช้จำนวนมากเริ่มเชื่อประสบการณ์เล่ามากกว่าข้อมูลทางการ โดยเฉพาะคอนเทนต์สายเป็นกันเองและเป็นธรรมชาติ ที่เข้าถึงง่ายและเข้าใจเร็ว ทำให้หลายคนตัดสินใจใช้เงินภายในเวลาไม่นานหลังดูจบ

  • ช่วงปี 2021–2026: คอนเทนต์สั้นและ Real-time มาแรง

คอนเทนต์สั้นครองพฤติกรรมคนไทย โดยเฉพาะสายสนุก ตลก การเงินการลงทุน และสุขภาพที่ยังแรงต่อเนื่อง ผู้ใช้กว่า 88% มองหาคอนเทนต์ ที่ทำให้รู้สึกดี ขณะเดียวกันการค้นหาด้านการเงินโต 44% และคอนเทนต์สุขภาพ มียอดติดตามเพิ่มกว่า 200% สะท้อนว่าคอนเทนต์ไม่ใช่แค่ดู แต่มีผลต่อการตัดสินใจ (12 พฤศจิกายน 2022) [2]

ดังนั้น สิ่งที่เปลี่ยนชัดเจนคือระยะเวลาตัดสินใจ จากเดิมที่ใช้เป็นวัน กลายเป็นไม่กี่นาทีและพฤติกรรมนี้ ยิ่งชัดเจนในวันหยุด ที่คนใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากขึ้น 20–40% ทำให้มีโอกาสจ่ายเงินเพิ่มขึ้นแบบต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จึงไม่ได้แค่โน้มน้าว แต่เร่งจังหวะการใช้เงินให้เร็วขึ้นและถี่ขึ้น

ความสะดวกของระบบดิจิทัล ลดการลังเลก่อนจ่าย

ความสะดวกสบายของระบบชำระเงินสมัยใหม่ ทำให้เกิดการซื้อขายเร็วขึ้นแบบไม่สะดุด ลดการลังเลก่อนจ่าย 30-40% ร้านค้าหลายแห่ง เริ่มใช้ระบบรับเงินอัตโนมัติ เพื่อช่วยลดขั้นตอน ลดความผิดพลาด และทำให้การซื้อเกิดขึ้นได้ทันที โดยไม่ต้องรอหรือคิดนานมากขึ้น

นอกจากนี้ มิติใหม่ของไทยกำลังชัดเจนขึ้น เมื่อโซลูชันเครื่องรับชำระเงินอัจฉริยะด้วยตัวเอง เริ่มเข้ามามีบทบาทแทนเงินสด ติดตั้งได้ภายใน 24 ชั่วโมง ลดขั้นตอนหน้าร้าน และเชื่อมข้อมูลแบบเรียลไทม์ การจ่ายผ่าน QR และ Application กลายเป็นเรื่องปกติ ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนชัดเจน

โดยกลุ่ม Gen Y และ Gen Z หันไปใช้การชำระเงินแบบ Cashless มากกว่าการพกเงินสด เพราะทั้งเร็วและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ขณะเดียวกัน Gen X และ Baby Boomer ก็เริ่มใช้จ่ายออนไลน์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่าไทยกำลังก้าวสู่สังคมไร้เงินสดอย่างจริงจัง และทุกธุรกิจต้องปรับตัวให้ทันจังหวะนี้

ที่มา: มิติใหม่คนไทย! ก้าวสู่สังคมไร้เงินสด สะดวก ปลอดภัย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล (25 มิถุนายน 2024) [3]

ผ่อนก่อนคิดทีหลัง กลายเป็นเรื่องปกติในยุคดิจิทัล

การผ่อนชำระ และเครดิตดิจิทัล ทำให้คนกล้าจ่ายมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะความรู้สึกว่าไม่ต้องจ่ายเต็มทันที ช่วยลดแรงต้านทางจิตใจลง เมื่อรวมกับการจ่ายผ่านมือถือที่รวดเร็ว พฤติกรรมนี้จึงเกิดถี่ขึ้นและอาจสะสมเป็นภาระโดยไม่รู้ตัว ทำให้เรื่องนี้หลายคนมองเป็นเรื่องปกติ ในยุคดิจิทัลปัจจุบัน ดังนี้

  • ผ่อน 0% ทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้นจริงไหม?

คำตอบ: ใช่ เพราะผู้ใช้กว่า 40–60% ตัดสินใจเร็วขึ้นเมื่อเห็นตัวเลือกผ่อน และมีแนวโน้มใช้จ่ายสูงกว่างบเดิมประมาณ 20–30% โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่มีข้อเสนอจำกัดเวลา

  • เครดิตดิจิทัลทำให้ใช้เงินเกินตัวหรือเปล่า?

คำตอบ: มีโอกาส เพราะข้อมูลชี้ว่าเกือบ 30–50% ของผู้ใช้เคยใช้วงเงินเกินแผน และมักไม่รู้ตัวจนยอดสะสมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการแจ้งเตือน และโปรโมชั่นซ้อนกัน

  • ผ่อนช่วยให้คุมเงินได้ดีขึ้นไหม?

คำตอบ: บางส่วนช่วย แต่กว่า 50% ของผู้ใช้ยอมรับว่าลืมภาระผ่อนระยะยาว และมีภาระหลายรายการพร้อมกัน ทำให้การใช้เงินในเทศกาล กลายเป็นภาระต่อเนื่อง มากกว่าการใช้ครั้งเดียว

โดยภาพรวม ระบบผ่อน ทำให้การใช้เงินง่ายขึ้นมาก แต่ก็ทำให้คนมองภาพรวมการเงินสั้นลง หากไม่ระวัง อาจกลายเป็นใช้เกินตัวแบบไม่ตั้งใจ

การแจ้งเตือนเรียลไทม์ ทำให้พลาดโอกาสน้อยลง

การแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้ใช้เห็นข้อมูลทันที จึงตัดสินใจได้เร็วขึ้น และลดโอกาสพลาดดีล หรือจังหวะสำคัญน้อยลง เมื่อแจ้งเตือนเข้าถึงภายในไม่กี่วินาที ผู้ใช้มีโอกาสตอบสนองเร็วขึ้น 2–3 เท่า โดยเฉพาะโปรโมชันจำกัดเวลา หรือดีลที่หมดไวใน 1–3 ชั่วโมง

ยิ่งรวมกับพฤติกรรมเช็กมือถือวันละ 80–120 ครั้ง และการใช้งานเฉลี่ย 4–6 ชั่วโมง/วัน ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสเห็นแล้วจ่ายทันทีมากขึ้นแบบชัดเจน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่มีแคมเปญถี่กว่าปกติหลายเท่า

บทสรุป เทศกาล กับการใช้เงินของคนไทย

เทศกาล กับการใช้เงินของคนไทย

เทศกาล กับการใช้เงินของคนไทย เปลี่ยนตามยุคดิจิทัลที่ทำให้คนใช้เงินเร็วขึ้น ตัดสินใจไวขึ้น และจ่ายถี่ขึ้นจากแรงกระตุ้นหลายด้าน โดยเฉพาะเทคโนโลยี คอนเทนต์ และอารมณ์ช่วงวันหยุด ส่งผลให้การใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15–30% และเกิดขึ้นแบบต่อเนื่องในช่วงเวลาเดียวกัน

จ่ายผ่านมือถือทำให้รู้สึกไม่เสียเงินจริงไหม?

บางส่วนใช่ เพราะไม่มีการจับเงินสด หรือเห็นเงินหายไปต่อหน้า ทำให้สมองรับรู้ความสูญเสียน้อยลง งานศึกษาหลายชิ้นพบว่า คนมีแนวโน้มใช้จ่ายเพิ่มขึ้นราว 10–20% เมื่อจ่ายแบบดิจิทัล จะตัดสินใจเร็วขึ้นถึง 2 เท่า โดยเฉพาะรายการเล็กๆ ที่เกิดซ้ำในวันเดียว เช่น อาหาร โปรโมชัน หรือความบันเทิง

เทศกาลทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนถาวรไหม?

ไม่ถาวรทันที แต่มีผลสะสมชัดเจน เพราะช่วงเทศกาลคนใช้เงินถี่ขึ้น 20–30% และคุ้นกับการจ่ายแบบเร็วโดยไม่คิดนาน เมื่อพฤติกรรมนี้เกิดซ้ำหลายรอบในปีเดียว เช่น 3–5 เทศกาลหลัก มันจะค่อยๆ กลายเป็นนิสัยที่ติดไปในวันปกติโดยไม่รู้ตัว

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง