วิธีนับคะแนน เคอร์ลิง ภาพรวมการเล่นตัดสินผู้ชนะจากอะไร

วิธีนับคะแนน เคอร์ลิง

วิธีนับคะแนน เคอร์ลิง เข้าใจได้ไม่ยาก หากมองหลักเดียวคือ “หินของทีมไหนอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางมากกว่า” เมื่อจบหนึ่งรอบการเล่นหรือ End ทีมที่มีหินเหนือกว่าคู่แข่งจะได้คะแนนเพียงฝ่ายเดียว จากนั้นจึงรวมคะแนนตลอดเกมที่มักเล่น 8 หรือ 10 End เพื่อหาผู้ชนะในท้ายที่สุด

  • ดูแข่งเคอร์ลิงครั้งแรกจะสงสัยการนับคะแนนใช่ไหม?
  • กีฬาเคอร์ลิงมีคำศัพท์อะไรที่ควรรู้บ้าง?
  • เจาะลึกทำไมในเคอร์ลิงมีแค่ทีมเดียวที่ได้แต้ม?

ดูแข่งเคอร์ลิงครั้งแรก มักสงสัยการนับคะแนนใช่ไหม?

สำหรับคนที่เพิ่งเปิดดูการแข่งขันครั้งแรก มักตั้งคำถามว่า กีฬาเคอร์ลิง คืออะไร และทำไมคะแนนไม่ถูกนับทุกครั้งที่โยนหิน ความจริงคือเกมนี้ตัดสินคะแนนเมื่อจบหนึ่งรอบเท่านั้น โดยทีมหนึ่งมีผู้เล่น 4 คน และในหนึ่ง End จะมีการโยนหินรวมกันถึง 16 ก้อน

หลักการให้คะแนนจริง ๆ คล้ายกับกีฬาเปตอง คือดูว่าก้อนของทีมไหนอยู่ใกล้ศูนย์กลางมากกว่า แต่ในเคอร์ลิงจะมีพื้นที่เป้าหมายที่เรียกว่า House ซึ่งเป็นวงกลมหลายชั้น หากหินหยุดอยู่นอกวงกลมหรือเลยเส้นหลัง ก็จะไม่ถูกนำมาคิดคะแนนเลยแม้แต่ก้อนเดียว

อีกจุดที่ทำให้เกมนี้ต่างจากกีฬาอื่นคือก้อนหินมีน้ำหนักประมาณ 17–20 กิโลกรัม และสามารถเปลี่ยนทิศทางได้จากการกวาดน้ำแข็งของเพื่อนร่วมทีม จึงทำให้การเล่นแต่ละ End เต็มไปด้วยการวางกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่โยนให้แม่นอย่างเดียว (28 กุมภาพันธ์ 2026) [1]

Timeline วิธีนับคะแนนเคอร์ลิง ถูกทำให้เป็นมาตรฐานตั้งแต่เมื่อไหร่?

  • ค.ศ. 1541 – จุดเริ่มต้นของกีฬาที่คล้ายเคอร์ลิง
    หลักฐานเก่าแก่จากสกอตแลนด์ในช่วงศตวรรษที่ 16 แสดงให้เห็นการเล่นเกมเลื่อนหินบนผิวน้ำแข็ง ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของเคอร์ลิง แม้ในยุคนั้นยังไม่มีระบบการนับคะแนนที่ชัดเจน แต่แนวคิดการวัดระยะใกล้ศูนย์กลางก็เริ่มถูกใช้ในการตัดสินผล
  • ค.ศ. 1838 – เริ่มกำหนดกติกาการแข่งขันอย่างเป็นระบบ
    Royal Caledonian Curling Club ในสกอตแลนด์เริ่มกำหนดกฎการแข่งขันและโครงสร้างเกมอย่างจริงจัง รวมถึงแนวคิดเรื่อง End และการวัดตำแหน่งหินเพื่อให้คะแนน ทำให้เกมที่เคยเล่นแบบท้องถิ่นเริ่มมีมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น
  • ค.ศ. 1924 – เคอร์ลิงปรากฏในโอลิมปิกฤดูหนาวครั้งแรก
    การแข่งขันเคอร์ลิงถูกจัดในโอลิมปิกฤดูหนาวที่เมือง Chamonix โดยใช้ระบบการเล่นหลาย End และตัดสินผลจากคะแนนรวม แม้ผลการแข่งขันจะถูกยืนยันอย่างเป็นทางการในปี 2006 แต่ก็ถือเป็นก้าวสำคัญของกติกาสากล
  • ค.ศ. 1998 – กติกาสมัยใหม่ในโอลิมปิกยุคใหม่
    เคอร์ลิงกลับเข้าสู่โอลิมปิกอย่างเต็มรูปแบบที่ Nagano พร้อมรูปแบบการแข่งขันที่ใช้ 10 End สำหรับทีมชายและหญิง และต่อมาใน ค.ศ. 2018 ได้เพิ่มประเภท Mixed Doubles ที่ใช้ 8 End ทำให้ระบบคะแนนถูกปรับให้เหมาะกับเกมที่เร็วขึ้น

ภาพรวมตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 จนถึงโอลิมปิกยุคใหม่ ระบบการนับคะแนนเคอร์ลิงพัฒนาจากการวัดระยะง่าย ๆ สู่กติกาที่ใช้ทั่วโลก ปัจจุบันเกมหนึ่งมักเล่น 8–10 End มีหินรวม 16 ก้อนต่อ End และคะแนนจะถูกสะสมจนจบเกมเพื่อหาผู้ชนะเพียงทีมเดียว

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ กีฬาเคอร์ลิง มีคำศัพท์อะไรที่ควรรู้?

ก่อนจะเข้าใจ วิธีนับคะแนนเคอร์ลิง จริง ๆ คนดูควรรู้คำศัพท์พื้นฐานของเกมก่อน เพราะหลายคำเป็นส่วนสำคัญของการตัดสินคะแนน และมักถูกพูดถึงตลอดการแข่งขันตั้งแต่ต้น End จนจบเกม

  • House
    วงกลมเป้าหมายที่ปลายลานน้ำแข็ง หากหินหยุดอยู่นอก House จะไม่ถูกนับคะแนน แม้จะอยู่ใกล้ศูนย์กลางมากแค่ไหนก็ตาม
  • End
    หนึ่งรอบของการแข่งขัน โดยทีมละ 8 ก้อน รวม 16 ก้อน ต่อ End เมื่อโยนครบแล้วจึงเริ่มคำนวณคะแนน
  • Button / Tee
    จุดศูนย์กลางของ House เป็นตำแหน่งที่หินต้องการเข้าไปใกล้ที่สุด เพราะเป็นตัวกำหนดว่าใครชนะ End นั้น
  • Hammer
    สิทธิ์ในการโยนหินก้อนสุดท้ายของ End ซึ่งมักให้ความได้เปรียบทางกลยุทธ์ เพราะสามารถเปลี่ยนผลคะแนนได้ในจังหวะท้าย
  • Blank End
    สถานการณ์ที่ไม่มีหินของทีมใดอยู่ใน House เมื่อจบ End ทำให้คะแนนออก 0–0
ที่มา: Curling 101: Glossary (16 กรกฎาคม 2025) [2]

เจาะลึก ทำไมในเคอร์ลิงมีแค่ทีมเดียวที่ได้แต้ม?

เหตุผลสำคัญคือ การให้คะแนนของเคอร์ลิงไม่ได้ดูจากจำนวนหินทั้งหมด แต่ดูจาก “ลำดับความใกล้ศูนย์กลาง” ของหิน หากทีมหนึ่งมีหินใกล้ Button มากที่สุด End นั้นก็จะถือว่าทีมนั้นเป็นผู้ชนะทันที

หลังจากหินทั้ง 16 ก้อน ถูกโยนครบแล้ว จะมีการตรวจสอบว่าหินของทีมใดอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางที่สุด จากนั้นจึงดูว่ามีหินกี่ก้อนของทีมเดียวกันที่ยังใกล้กว่าหินที่ดีที่สุดของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งจำนวนนี้จะกลายเป็นคะแนนของ End

เพราะเหตุนี้ ทีมที่แพ้ใน End จะไม่ได้คะแนนเลยแม้แต่ 1 แต้ม ทำให้เกมมีลักษณะคล้ายหมากรุกบนลานน้ำแข็ง เพราะบางครั้งทีมอาจตั้งใจเล่นเพื่อ “กันแต้ม” ของคู่แข่ง มากกว่าพยายามทำคะแนนเอง

วิธีคำนวณแต้มจริง ๆ หรือ วิธีนับคะแนน เคอร์ลิง คืออะไร?

หลักการนับคะแนนของเคอร์ลิงไม่ซับซ้อน แต่ต้องดูตำแหน่งหินอย่างละเอียด เพราะคะแนนจะขึ้นอยู่กับลำดับความใกล้ของหินกับศูนย์กลางหลังจบ End

  • คะแนนเริ่มจาก หินที่ใกล้ Button มากที่สุด
  • ทีมที่มีหินใกล้ที่สุดจะเป็นผู้ชนะ End นั้น
  • คะแนนจะเพิ่มตามจำนวนหินของทีมเดียวกันที่ยังใกล้กว่าหินที่ดีที่สุดของอีกทีม
  • หากทีมหนึ่งมีหิน 2 ก้อน ที่ใกล้กว่าหินของคู่แข่ง จะได้ 2 คะแนน
  • หากมี 3 หรือ 4 ก้อน ใกล้กว่าทั้งหมด คะแนนก็เพิ่มตามจำนวนก้อน
  • แต้มสูงสุดต่อ End ในการแข่งขันทั่วไปอาจสูงถึง 8 แต้ม หากหินทั้งทีมอยู่เหนือกว่าคู่แข่ง
  • หากไม่มีหินอยู่ใน House เลย จะถือเป็น Blank End (0–0)

เคอร์ลิงตัดสินผู้ชนะจากคะแนนรวม หรือมีอะไรซ่อนอยู่มากกว่านั้น?

คำตอบตรงไปตรงมาคือ ผู้ชนะคือทีมที่มีคะแนนรวมสูงที่สุดเมื่อจบเกม โดยปกติการแข่งขันมาตรฐานจะเล่น 10 End ในระดับโอลิมปิกหรือทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ขณะที่บางรายการอาจใช้ 8 End เพื่อให้เกมกระชับขึ้น

หากจบเกมแล้วคะแนนเสมอกัน จะมีการเล่น Extra End หรือรอบต่อเวลา โดยทีมที่ทำคะแนนได้ใน End นั้นก่อนจะเป็นผู้ชนะทันที วิธีนี้ทำให้การแข่งขันต้องมีทีมชนะเพียงทีมเดียว และหากมองลึกถึงจุดเด่นของการเล่นเคิร์ลลิง 

กีฬาที่เปรียบเหมือน “หมากรุกบนน้ำแข็ง” ที่เน้นการชิงไหวพริบและวางแผนกลยุทธ์มากกว่าพละกำลัง ความสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับการสื่อสารและการทำงานเป็นทีม ซึ่งถือเป็นกีฬาที่เข้าถึงง่ายสำหรับคนทุกวัย ไม่ว่าใครก็สามารถเริ่มต้นเรียนรู้ และสนุกกับการแข่งขันที่เต็มไปด้วยมิตรภาพนี้ได้อย่างรวดเร็ว (10 พฤษภาคม 2025) [3]

สรุปแล้ว วิธีนับคะแนน เคอร์ลิง เข้าใจง่ายจริงไหม?

วิธีนับคะแนน เคอร์ลิง

แก่นของ วิธีนับคะแนนเคอร์ลิง มีเพียงหลักเดียวคือ “หินที่ใกล้ศูนย์กลางที่สุด” เมื่อจบหนึ่ง End ทีมที่มีตำแหน่งเหนือกว่าจะได้คะแนนตามจำนวนหินของตน เกมหนึ่งมักเล่น 8 หรือ 10 End และทีมที่มีคะแนนรวมมากกว่าจะเป็นผู้ชนะ

ถ้าโยนหินเข้า House หลายก้อน จะได้คะแนนทุกก้อนไหม?

คำตอบคือ ไม่เสมอไป เพราะคะแนนจะถูกนับเฉพาะหินที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางกว่าหินที่ดีที่สุดของคู่แข่ง ตัวอย่างเช่น หากทีมหนึ่งมีหินใน House 4 ก้อน แต่มีเพียง 2 ก้อน ที่ใกล้กว่าอีกฝ่าย คะแนนที่ได้ก็จะเป็นเพียง 2 แต้ม

คะแนนสูงสุดต่อ End คือเท่าไร?

คำตอบในทางทฤษฎี คือ ทีมหนึ่งสามารถได้ถึง 8 คะแนน หากหินทั้ง 8 ก้อน อยู่ใกล้ศูนย์กลางมากกว่าหินของอีกทีม แต่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นไม่บ่อย และถือเป็นหนึ่งในสถิติหายากของการแข่งขันเคอร์ลิง

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง